บริษัทผู้ผลิตเจลาตินในจังหวัดปัตตานีซึ่งดำเนินธุรกิจแบบ B2B เปิดเผยถึงการขยายตลาดส่งออกและการวางตำแหน่งในห่วงโซ่อุปทานทั้งในและต่างประเทศ โดยเน้นการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบหลักให้กับผู้ประกอบการที่นำไปผลิตเป็นแคปซูลยา ขนมกัมมี่ และผลิตภัณฑ์อาหารอื่น ๆ แทนการรับจ้างผลิตแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง
เลือกปัตตานีเพราะใกล้แหล่งวัตถุดิบและสิทธิ์ส่งเสริม
ผู้บริหารระบุว่าการตั้งโรงงานในจังหวัดปัตตานีมีเหตุผลด้านการส่งเสริมการลงทุนและการเข้าถึงวัตถุดิบ โดยได้รับสิทธิ์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และได้ประโยชน์จากการอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบจากอุตสาหกรรมอาหารทะเล เช่น เกล็ดปลาและหนังปลา ซึ่งเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำคัญของการผลิตเจลาติน
การพึ่งพาวัตถุดิบหลากหลายและการนำเข้า
แม้จะได้ประโยชน์จากวัตถุดิบทะเลในท้องถิ่น แต่การผลิตเจลาตินยังต้องพึ่งพาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น โดยเฉพาะหนังวัวและกระดูกวัวบางส่วนนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านต้นทุนและการจัดหาวัตถุดิบที่ผู้ประกอบการต้องบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด
จุดแข็งในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า
บริษัทไม่ได้มองการแข่งขันเฉพาะกับผู้ผลิตรายอื่นในประเทศเท่านั้น แต่ยังแข่งขันกับผู้จำหน่ายจากจีน ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ผู้บริหารชี้ว่าจุดได้เปรียบของผู้ผลิตในประเทศไม่ใช่เพียงราคา แต่เป็นความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน การจัดส่งที่แน่นอน และการบริหารสต็อกที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการปริมาณไม่มากต่อครั้ง
“จริง ๆ ผู้ผลิตในประเทศส่วนใหญ่ เขาอยากได้อะไรที่มันมั่นคง เรื่องซัพพลาย เรื่องการส่งที่แน่นอน การสต็อกที่แน่นอน แล้วยิ่งรู้ว่าเป็นผู้ผลิตในประเทศ โรงงานอยู่ในประเทศแล้ว มันไม่ต้องเสียเรื่องพิกัดนำเข้า หรือการต้องไปดีลกับเรื่องเฟรท เรื่องระยะเวลาที่ไม่แน่นอน”
ผู้บริหารอธิบายว่า ลูกค้าบางรายสั่งเพียงครั้งละ 50–100 กิโลกรัมและอาจเว้นช่วงออเดอร์เป็นเวลา 3–4 เดือน ดังนั้นความสามารถในการเก็บสต็อกและส่งสินค้าในปริมาณเล็ก ๆ ได้ทันเวลาเป็นหนึ่งในข้อได้เปรียบของผู้ผลิตในประเทศ
โครงสร้างการกระจายสินค้า
ขณะที่โรงงานตั้งอยู่ในจังหวัดปัตตานี บริษัทยังมีคลังสินค้าในกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับลูกค้าที่ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของการนำเข้าและค่าขนส่งข้ามประเทศ
- ตลาดส่งออกหลัก ได้แก่ อินเดีย (เป็นตลาดสำคัญสำหรับเปลือกแคปซูลยา), ญี่ปุ่น และ เวียดนาม
- เป้ารายได้ที่วางไว้สำหรับปี พ.ศ.2569 คือ 100 ล้านบาท และคาดว่าจะเติบโตราว 50%
- ความท้าทายหลักคือการเข้าถึงวัตถุดิบบางประเภทที่ยังต้องนำเข้าและการเปิดตลาดส่งออกเพิ่มเติมที่ต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ
ความหมายต่อชุมชนท้องถิ่นและอุตสาหกรรม
การมีโรงงานผลิตวัตถุดิบอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชายฝั่งอย่างปัตตานีช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรท้องถิ่น โดยเฉพาะวัตถุดิบจากประมง ทว่าการยกระดับสู่การส่งออกต้องอาศัยการประสานงานทั้งด้านมาตรฐานการผลิต การขนส่งระหว่างประเทศ และการเจรจาทางการค้ากับคู่ค้าในต่างประเทศ
| หัวข้อ | ข้อมูล |
|---|---|
| กลยุทธ์ธุรกิจ | ผลิตวัตถุดิบ (B2B) ให้โรงงานอาหารและยา |
| ตลาดส่งออกหลัก | อินเดีย, ญี่ปุ่น, เวียดนาม |
| เป้ารายได้ พ.ศ. | 2569: 100 ล้านบาท (คาดโต 50%) |
สำหรับผู้ประกอบการท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ต้องติดตามคือการพัฒนามาตรฐานการผลิต การรับรองคุณภาพ และมาตรการสนับสนุนด้านการส่งออก เช่น การช่วยเปิดตลาด การอำนวยความสะดวกด้านพิธีการศุลกากร และการลดต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งทั้งหมดจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ไทยบนเวทีสากล
ผู้ประกอบการรายนี้มองว่า การผลิตในประเทศช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผู้ซื้อสินค้าในประเทศ โดยเฉพาะในภาวะที่ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศยังมีความผันผวน การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ผลิตภายในและการประสานงานกับหน่วยงานรัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการเติบโตในระยะยาว
บทบาทของผู้ผลิตเจลาตินในปัตตานีจึงไม่ได้เป็นเพียงกิจการเชิงพาณิชย์ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงทรัพยากรท้องถิ่นกับตลาดสากล ซึ่งต้องการการสนับสนุนทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐเพื่อขยายศักยภาพและสร้างมูลค่าให้กับชุมชนต่อไป