กลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส เดินหน้าโครงการส่งเสริมการขยายพันธุ์มันสำปะหลังที่มีความต้านทานต่อโรคใบด่างในจังหวัด ชัยภูมิ โดยร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชัยภูมิจัดทำแปลงขยายท่อนพันธุ์และกระจายต้นพันธุ์คุณภาพสู่ชุมชน ครอบคลุมทั้งสิ้น 15 อำเภอ เพื่อทดสอบผลผลิตและเพิ่มจำนวนท่อนพันธุ์ผ่านระบบเครือข่ายเกษตรกร
เป้าหมายลดผลกระทบจากโรคใบด่างและเพิ่มรายได้เกษตรกร
โครงการมุ่งลดการแพร่ระบาดของโรคใบด่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อปริมาณผลผลิตและ เปอร์เซ็นต์เชื้อแป้ง ที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของชาวไร่มันสำปะหลัง บริษัทได้จัดกิจกรรมอบรมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการเพาะปลูกและการฟื้นฟูดิน รวมทั้งการประกวดผลผลิตเพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร
“มันดี มีคุณภาพ ภายใต้โครงการขยายพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างมันสำปะหลัง”
ภายในกิจกรรมมีเกษตรกรเข้าร่วมประมาณ 150 ราย ซึ่งได้รับท่อนพันธุ์ต้านทานโรคใบด่างและความรู้ด้านการจัดการแปลงเพาะปลูก ทั้งหัวข้อเกี่ยวกับการจัดการดินให้เหมาะสมเพื่อให้หัวมีคุณภาพและแป้งสูง รวมถึงการนำแนวทางการเพาะปลูกแบบฟื้นฟูดิน (Regenerative) ไปปฏิบัติ
การสร้างเครือข่ายและบทบาทของภาคอุตสาหกรรม
แนวทางการขยายพันธุ์ผ่านเครือข่ายเกษตรกรถูกออกแบบให้เป็นต้นแบบก่อนการกระจายสู่ชุมชน เพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงพันธุ์ต้านทานโรค ลดต้นทุนการจัดการโรคและความเสี่ยงในการผลิต โดยบริษัทซึ่งเป็นผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังดัดแปรคุณภาพสูง ยังนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบ เหมาะสมต่อการใช้งานในอุตสาหกรรมด้านอาหาร ยา สิ่งทอ และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น
- การจัดแปลงขยายพันธุ์: ครอบคลุม 15 อำเภอ ในจังหวัดชัยภูมิ
- ผู้เข้าร่วมกิจกรรม: ประมาณ 150 ราย เกษตรกร
- กิจกรรมสำคัญ: ถ่ายทอดการฟื้นฟูดิน การจัดการแปลง การประกวดผลผลิต และมอบรางวัล
การเชื่อมโยงระหว่างภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบจากมันสำปะหลังเป็นการตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงของวัตถุดิบและการสร้างรายได้ให้กับชุมชน แม้กระนั้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พันธุ์ต้านโรคและการปรับปรุงการจัดการดินจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง การติดตามผลจริงในแปลงของเกษตรกร และการสนับสนุนด้านเทคนิคในระยะยาว
ความท้าทายและข้อพิจารณาต่อเกษตรกรชัยภูมิ
เกษตรกรในจังหวัดชัยภูมิต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการระบาดของโรคใบด่าง ทั้งในด้านผลผลิตและคุณภาพแป้ง ซึ่งส่งผลต่อรายรับ การเข้าร่วมโครงการที่เน้นการให้ท่อนพันธุ์ที่มีคุณภาพและการฟื้นฟูดินจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการขึ้นกับการยอมรับและการปฏิบัติจริงของเกษตรกร การเข้าถึงแหล่งทุนสำหรับปรับปรุงแปลง และการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง
เพื่อให้เกิดผลเชิงปริมาณที่ชัดเจน จำเป็นต้องมีการเก็บข้อมูลผลผลิตและเปอร์เซ็นต์เชื้อแป้งก่อนและหลังการใช้พันธุ์ต้านทานในแปลงทดลอง รวมถึงการติดตามการลดการใช้สารเคมีที่ไม่จำเป็นเมื่อระบบการจัดการโรคและการฟื้นฟูดินดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลงและรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นในระยะยาว
โครงการของกลุ่มบริษัท เอส เอ็ม เอส ในจังหวัด ชัยภูมิ จึงเป็นหนึ่งในความพยายามที่จะสร้างต้นแบบการผลิตมันสำปะหลังที่มีความยั่งยืน ทั้งสำหรับเกษตรกรรายย่อยและห่วงโซ่อุตสาหกรรมแป้งในพื้นที่ใกล้เคียง โดยต้องการเห็นผลเป็นการยกระดับคุณภาพผลผลิตและความมั่นคงด้านรายได้ของชาวไร่มันสำปะหลังต่อไป