อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี — เหตุคราบน้ำมันและคราบสีรุ้งบนผิวน้ำที่ท่วมผืนนาในพื้นที่ตำบลหัวหว้าและบริเวณใกล้เคียง กลายเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ชาวบ้านรวมตัวร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาการ และหน่วยงานท้องถิ่นลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานที่ถูกกล่าวหาเป็นต้นตอของมลพิษ
ชาวบ้านรวมตัวขอปิดถาวร — ความกังวลเรื่องผลผลิตและสุขภาพ
ชาวบ้านกว่า 200 คน นำโดยกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากกลิ่นเหม็นและน้ำเสีย เดินทางมาร้องเรียนหน้าบริษัทหนึ่งในตำบลหัวหว้า เรียกร้องให้ปิดกิจการถาวรและนำกากออกจากพื้นที่ทันที ผู้ใหญ่บ้านและเกษตรกรรายหนึ่งระบุว่าทุ่งนาที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่รับน้ำของทุ่งบางพรวง ทำให้คราบน้ำมันแพร่กระจายไปยังแปลงนา สร้างความเสียหายต่อข้าวที่กำลังตั้งท้องและไม่สามารถเก็บเกี่ยวเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายได้
“ให้ปิดถาวรโรงงานแห่งนี้ เอากากออกไปจากพื้นที่ด้วย”
ชาวบ้านยังระบุความวิตกว่าเมื่อระดับน้ำลด คราบน้ำมันอาจไปเกาะกับต้นข้าวและเอาออกได้ยาก ส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคและชุมชนในระยะยาว
รมว.อุตสาหกรรมสั่งตรวจสอบ 7 วัน-ยืนยันเยียวยา
รมว.อุตสาหกรรมกล่าวว่าการจัดการต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย และได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในระยะเวลา 7 วัน เพื่อพิจารณามาตรการต่อไป พร้อมยืนยันว่าจะมีการเยียวยาและรับผิดชอบค่าการกำจัดน้ำมันจากบริษัทที่เกี่ยวข้อง
“ขณะนี้ทุ่งนาในรอบการเพาะปลูกนี้ได้รับความเสียหายแล้ว และยังไม่สามารถประเมินได้ว่า ผลกระทบจะจำกัดอยู่เพียงผลผลิตในรอบนี้ หรือจะส่งผลต่อเนื่องไปถึงการเพาะปลูกและผลผลิตในรอบถัดไปด้วยหรือไม่”
นอกจากการตรวจสอบมลพิษทางน้ำแล้ว รมว.อุตสาหกรรมยังเน้นย้ำถึงการวางมาตรการรองรับกรณีน้ำหลากในอนาคต เพื่อป้องกันไม่ให้สถานประกอบการที่มีความเสี่ยงก่อมลพิษซ้ำอีก
พบอีกโรงงานลักลอบบดย่อย-รุกป่า ถูกสั่งหยุดทันที
จากการตรวจสอบเพิ่มเติมอีกแห่งในตำบลกรอกสมบูรณ์ พบการลักลอบบดย่อยและหลอมโลหะรีไซเคิลจากขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่ได้รับอนุญาต การขยายพื้นที่และติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมยังฝ่าฝืนคำสั่งควบคุม ทำให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดใช้อำนาจตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน สั่งให้หยุดประกอบกิจการทันที
“ไม่มีสิ่งใดที่ทำถูกต้องตามกฎหมายเลย”
นอกจากนี้ยังพบการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติและกองขยะอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ ซึ่งหน่วยงานกำลังประสานกับกรมป่าไม้และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน
เหตุการณ์ครั้งนี้มีผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรซึ่งต้องพึ่งพาผลผลิตข้าวเป็นรายได้หลัก และด้านสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่ รวมทั้งความเสี่ยงจากสารพิษที่อาจแทรกซึมลงสู่ดินและแหล่งน้ำ ส่งผลต่อการเพาะปลูกในฤดูกาลถัดไป หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องสำรวจขอบเขตความเสียหายและกำหนดแนวทางเยียวยาอย่างชัดเจน
- เวลาตรวจสอบของหน่วยงาน: 7 วัน
- มาตรการเบื้องต้น: สั่งหยุดกิจการที่ฝ่าฝืนตามมาตรา 39
- หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: กระทรวงอุตสาหกรรม, สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด, กรมป่าไม้, ส.ป.ก.
| ประเด็น | มาตรการ/สถานะ |
|---|---|
| การรั่วไหลคราบน้ำมันที่ทุ่งนา | ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหาย |
| โรงงานฝ่าฝืนกฎหมาย | สั่งหยุดกิจการทันทีและเตรียมดำเนินคดี |
สิ่งที่ชุมชนควรติดตามและข้อแนะนำ
ชาวบ้านควรเก็บหลักฐานความเสียหาย เช่น รูปภาพ คลิปวิดีโอ และรายการความเสียหายของผลผลิต เพื่อใช้ประกอบการเรียกร้องเยียวยา และติดตามข่าวสารจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการประเมินค่าเสียหาย การตรวจสอบคุณภาพน้ำและดิน รวมทั้งแผนการฟื้นฟูพื้นที่ปลูก
เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงช่องว่างในการกำกับกิจการที่มีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและความจำเป็นของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรมและป้องกันการเกิดซ้ำในอนาคต
รายงานจากพื้นที่จะติดตามความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบและการเยียวยาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ชัดเจนและมาตรการที่เป็นธรรมต่อชุมชนและผู้ได้รับผลกระทบ